ผลเสียการกินแคลเซียมมากเกินไปในเด็ก และความเสี่ยงที่พ่อแม่ควรรู้

ผลเสียการกินแคลเซียมมากเกินไปในเด็ก-เมดิก้าคลินิกความสูง

แคลเซียม คือ สารอาหารสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างกระดูก ฟัน และสนับสนุนการเจริญเติบโตของเด็ก จึงทำให้พ่อแม่หลายคนเลือกเสริมแคลเซียมให้ลูกตั้งแต่เล็ก เพื่อหวังให้ลูกสูงและโตสมวัย แต่ในความเป็นจริง พ่อแม่หลายคนอาจมองข้ามผลเสียการกินแคลเซียมมากเกินไป โดยเฉพาะจากอาหารเสริมหรือวิตามิน ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสุขภาพของเด็กได้ หากได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสม

 

ปริมาณแคลเซียมที่เด็กควรได้รับต่อวัน

เด็กแต่ละช่วงวัยต้องการแคลเซียมในปริมาณที่แตกต่างกัน การรู้ว่าลูกควรได้รับเท่าไรต่อวันช่วยป้องกันทั้งการขาดและการได้รับมากเกินจำเป็น โดยปริมาณแคลเซียมที่แนะนำต่อวัน มีดังนี้

ช่วงอายุ

ปริมาณแคลเซียมต่อวัน

1-3 ปี

700 มก./วัน

4-8 ปี

1,000 มก./วัน

9-18 ปี

1,300 มก./วัน

ช่วงวัยเรียนและวัยรุ่น (9-18 ปี) เป็นช่วงสะสมมวลกระดูกที่สำคัญที่สุดของชีวิต การได้รับแคลเซียมให้ตรงตามเกณฑ์จึงมีความสำคัญมาก ทั้งนี้ “พอดี” หมายถึงไม่น้อยเกินไป และไม่มากเกินความจำเป็นด้วย

 

ผลเสียการกินแคลเซียมมากเกินไปในเด็ก

ความเชื่อที่ว่าการให้เด็กกินแคลเซียมในปริมาณมากไว้ก่อนเพื่อความอุ่นใจ เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากระบบทางเดินอาหารและไตของเด็กมีขีดจำกัดในการดูดซึมและขับถ่ายแร่ธาตุ หากมีการสะสมของแร่ธาตุชนิดนี้มากเกินความจำเป็น อาจส่งผลกระทบต่อระบบร่างกายดังต่อไปนี้

 

1. ความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไต

เมื่อร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมส่วนเกินไปใช้งานได้ทั้งหมด แร่ธาตุเหล่านั้นจะถูกส่งไปกรองที่ไตเพื่อขับออกทางปัสสาวะ การมีปริมาณแคลเซียมในทางเดินปัสสาวะสูงเกินไปจะทำให้เกิดการตกตะกอนร่วมกับสารกลุ่มออกซาเลตจนกลายเป็นก้อนนิ่ว ซึ่งในอดีตมีรายงานทางการแพทย์ที่พบความสัมพันธ์ระหว่างการได้รับแคลเซียมและวิตามินดีเกินความจำเป็น กับความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตในเด็กบางราย

ข้อเท็จจริงเรื่องแคลเซียมกับนิ่วในไต

หนึ่งในผลเสียการกินแคลเซียมที่พ่อแม่กังวลมากที่สุด คือความเสี่ยงเรื่องนิ่วในไต แต่ในความจริงแล้วการเกิดนิ่วไม่ได้ขึ้นอยู่กับแคลเซียมเพียงอย่างเดียว เพราะปัจจัยสำคัญคือแหล่งที่มาและปริมาณที่ได้รับร่วมด้วย ดังนี้

  • แคลเซียมจากอาหารธรรมชาติ: การดื่มนม กินปลาเล็กปลาน้อย หรือโยเกิร์ตตามมื้ออาหารปกติ โดยทั่วไปไม่ได้เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในไตในเด็กที่ได้รับในปริมาณเหมาะสม เนื่องจากกลไกของอาหารธรรมชาติจะค่อย ๆ ปล่อยสารอาหารและถูกดูดซึมอย่างช้า ๆ อีกทั้งแคลเซียมในอาหารยังช่วยจับกับสารออกซาเลตในลำไส้ ทำให้ลดการดูดซึมสารที่จะไปก่อตัวเป็นนิ่วในไตได้อีกด้วย
  • แคลเซียมจากอาหารเสริม: สารสกัดแคลเซียมอัดเม็ดหรือชนิดน้ำจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็วและมีปริมาณสูง หากร่างกายได้รับเกินความต้องการ ประกอบกับพฤติกรรมการดื่มน้ำน้อย หรือได้รับวิตามินดีในปริมาณที่สูงเกินไป อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดการตกตะกอนในระบบทางเดินปัสสาวะได้มากขึ้น สำหรับเด็กที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนิ่ว ควรหลีกเลี่ยงการซื้ออาหารเสริมประเภทนี้มากินเอง

 

2. ปัญหาระบบทางเดินอาหารและอาการท้องผูก

ผลเสียการกินแคลเซียมที่พบได้บ่อยในชีวิตประจำวันคืออาการท้องผูก เนื่องจากแคลเซียมเสริมบางชนิด โดยเฉพาะกลุ่มคาร์บอเนต มีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ส่งผลให้เด็กมีอาการแน่นท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ และขับถ่ายได้ยากขึ้น

 

3. รบกวนกลไกการดูดซึมแร่ธาตุชนิดอื่น

แคลเซียมในปริมาณที่สูงเกินไปจะเข้าไปแย่งชิงพื้นที่ในตัวรับที่ลำไส้เล็ก ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุสำคัญชนิดอื่นได้ลดลง เช่น ธาตุเหล็ก สังกะสี และแมกนีเซียม ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้มีความจำเป็นต่อระบบภูมิคุ้มกันและการสังเคราะห์โปรตีนเพื่อการเจริญเติบโต

 

4. ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia)

ในกรณีที่ได้รับแคลเซียมร่วมกับวิตามินดีเข้มข้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน วิตามินดีจะเร่งการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่กระแสเลือดมากผิดปกติ จนทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร กระหายน้ำ ปัสสาวะบ่อย หรือท้องผูกเรื้อรัง

 

แคลเซียมเสริมต่างจากแคลเซียมจากอาหารอย่างไร

แคลเซียมจากอาหารและอาหารเสริมมีข้อดีและข้อควรระวังต่างกัน ดังนี้

ประเภท

ข้อดี

ข้อควรระวัง

แคลเซียมจากอาหาร

ดูดซึมตามธรรมชาติ ได้สารอาหารอื่นร่วมด้วย โอกาสได้รับเกินน้อย

ต้องวางแผนมื้ออาหารให้หลากหลาย

แคลเซียมเสริม

สะดวก เหมาะในเด็กที่กินอาหารได้น้อย

เสี่ยงได้รับเกิน อาจมีผลข้างเคียงหากใช้ไม่เหมาะสม

โดยรวมแล้ว อาหารจริงยังคงเป็นแหล่งแคลเซียมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเด็ก และควรพิจารณาอาหารเสริมเฉพาะเมื่อมีความจำเป็นจริง ๆ

 

วิธีให้แคลเซียมลูกอย่างเหมาะสม

การส่งเสริมสุขภาพกระดูกที่ดีควรเริ่มต้นจากการจัดสรรอาหารในชีวิตประจำวันอย่างสมดุลและการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเฉพาะในเวลาที่จำเป็นเท่านั้น

 

แหล่งแคลเซียมจากอาหารในชีวิตประจำวัน

อาหารที่มีแคลเซียมสูงและเหมาะสำหรับเด็ก ได้แก่ นมและโยเกิร์ต ชีส ปลาเล็กปลาน้อย เต้าหู้ งา และผักใบเขียวบางชนิด เช่น คะน้าและบรอกโคลี ควรกระจายในหลายมื้อต่อวัน เพราะร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้ดีกว่าในปริมาณน้อยต่อครั้ง

 

เมื่อไหร่จึงควรพิจารณาแคลเซียมเสริม

แคลเซียมเสริมอาจมีประโยชน์ในกรณีที่เด็กดื่มนมน้อยมาก มีภาวะแพ้นมวัว กินอาหารได้น้อย หรือมีภาวะขาดแคลเซียมที่แพทย์ประเมินแล้ว ไม่ควรซื้อเสริมเองต่อเนื่องโดยไม่ผ่านการประเมินจากแพทย์ก่อน เพราะการได้รับแคลเซียมมากเกินไปสามารถสะสมผลกระทบต่อร่างกายได้โดยไม่แสดงอาการทันที

 

คำถามที่พ่อแม่มักสงสัยเรื่องแคลเซียมในเด็ก

Q1: ลูกกินนม 3 แก้วต่อวัน ยังต้องกินแคลเซียมเสริมอีกไหม ?

A: โดยทั่วไป หากลูกได้รับนมและอาหารครบหมู่ตามปริมาณที่เหมาะสมกับวัย ไม่จำเป็นต้องเสริมแคลเซียมเพิ่ม เพราะอาจทำให้ได้รับมากเกินเกณฑ์แนะนำ

 

Q2: แคลเซียมเสริมชนิดไหนเหมาะกับเด็กมากที่สุด ?

A: รูปแบบที่ใช้บ่อย ได้แก่ Calcium carbonate และ Calcium citrate ซึ่งแต่ละชนิดมีอัตราการดูดซึมและข้อแนะนำในการกินที่ต่างกัน แพทย์จะเลือกตามอายุ สภาพระบบย่อยอาหาร และความต้องการของเด็กแต่ละคน

 

Q3: เด็กไม่ชอบดื่มนม จะเสี่ยงกระดูกเปราะไหม ?

A: อาจมีความเสี่ยง หากไม่ได้รับแคลเซียมจากแหล่งอาหารอื่นเพียงพอ แต่สามารถทดแทนด้วยอาหารที่มีแคลเซียมสูงชนิดอื่น เช่น เต้าหู้ ปลาเล็กปลาน้อย หรือผักใบเขียว

 

Q4: ดื่มนมเยอะ = สูงแน่นอนไหม ?

A: ไม่เสมอไป เพราะความสูงขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยพร้อมกัน ทั้งพันธุกรรม การนอนหลับ ระดับฮอร์โมน การออกกำลังกาย และโภชนาการโดยรวม แคลเซียมเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการทั้งหมด

 

ให้เมดิก้า เซ็นเตอร์ คลินิกเพิ่มความสูง ช่วยประเมินและวางแผนโภชนาการสำหรับเด็ก

เด็กแต่ละคนมีความต้องการสารอาหารแตกต่างกัน การวางแผนโภชนาการที่เหมาะสมจึงสำคัญต่อการเจริญเติบโตในระยะยาว ที่เมดิก้า เซ็นเตอร์ คลินิกเพิ่มความสูง พร้อมให้คำปรึกษาด้านโภชนาการและการเจริญเติบโตในเด็ก เพื่อช่วยวางแผนการรับสารอาหารที่ตรงกับความต้องการจริงของเด็กแบบรายบุคคล

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Institute of Medicine. Dietary reference intakes for calcium and vitamin D. Golden NH, Abrams SA; Committee on Nutrition.Weaver CM, Gordon CM, Janz KF, Kalkwarf HJ, Lappe JM, Lewis R, et al. Taylor EN, Curhan GC. Dietary calcium from dairy and nondairy sources, 
  2. Ferraro PM, Curhan GC, Gambaro G, Taylor EN.
  3. Heilberg IP, Goldfarb DS. Optimum nutrition for kidney stone disease. 
  4. Abrams SA. Calcium and vitamin D requirements of enterally fed preterm infants. 
  5. Ross AC, Taylor CL, Yaktine AL, Del Valle HB, editors..
  6. World Health Organization. Healthy diet. Geneva: World Health Organization; 2020.
  7. National Kidney Foundation. Kidney stones in children.Sanook News. 

 


อ่านรีวิวคอร์สเพิ่มความสูงของ “เมดิก้าเซ็นเตอร์” ได้ที่นี่

อยากสูง…ปรึกษาเราได้

เมดิก้า เซ็นเตอร์ (Medica Center) เพิ่มโอกาสสูง ปรับบุคลิกภาพให้ดูดีและสูงขึ้นเห็นผลทันทีในครั้งแรก!! ที่ใช้เทคนิคการเพิ่มความสูงด้วยวิธีการทางการแพทย์ ไม่ต้องเข้าผ่าตัด แต่เป็นการเพิ่มความสูงด้วยการทำกายภาพ เมดิก้าเซ็นเตอร์ใช้หลักการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลักใหญ่ในการกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูกอ่อน รวมถึงการปรับโครงสร้างของร่างกายเพื่อเพิ่มบุคลิกภาพให้สง่าและดูดี เพิ่มโอกาสสูงได้สูงสุดทันที 1-5 cm. ผลจริง ปลอดภัย ไม่เจ็บตัว ทุกขั้นตอนได้รับการดูแลและให้คำปรึกษาจากแพทย์และทีมงานผู้ชำนาญการประสบการณ์ด้านการปรับบุคลิกภาพเพิ่มโอกาสสูงมายาวนานมากกว่า 15 ปี สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย แม้ว่าจะอยู่ในช่วงอายุที่เลยวัยพัฒนาการทางร่างกายแล้ว แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง ความปรารถนาที่จะมีส่วนสูงในฝันนั้นอาจจะอยู่ใกล้กว่าที่คุณคาดคิด

ที่ตั้ง : 2358 ชั้น 4 ถ.สุขุมวิท แขวง บางจาก เขต พระโขนง กรุงเทพ

 


เนื้อหาอื่นๆที่น่าสนใจ