หลายคนมักมองข้ามการดูแลกระดูกจนกระทั่งเกิดปัญหา เราจึงอยากชวนทุกคนมาเรียนรู้วิธีดูแลกระดูกอย่างถูกต้องของแต่ละช่วงวัยว่าต้องทำอย่างไร วันนี้ เมดิก้า เซ็นเตอร์ จะพาทุกคนมาไขข้อข้องใจถึงหลักการพื้นฐานที่ทุกคนทำตามได้ พร้อมเคล็ด (ไม่) ลับในการดูแลกระดูกให้แข็งแรง เพื่อป้องกันไม่เกิดปัญหาตลอดการใช้งาน รวมถึงอาหารและสารอาหารที่จำเป็นในการบำรุงกระดูกมีอะไรบ้าง
ความสำคัญของระบบกระดูก
ระบบกระดูกเป็นโครงสร้างหลักของร่างกายมนุษย์ ทำหน้าที่ค้ำจุนร่างกาย ปกป้องอวัยวะภายใน เช่น สมอง หัวใจ และปอด ช่วยในการเคลื่อนไหวร่วมกับกล้ามเนื้อและเป็นที่เก็บแร่ธาตุสำคัญทั้งแคลเซียมและฟอสฟอรัส นอกจากนี้กระดูกยังเป็นแหล่งผลิตเซลล์เม็ดเลือดในไขกระดูกอีกด้วย ความแข็งแรงของกระดูกจึงมีผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพโดยรวม เพราะช่วยป้องกันโรคและซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
ระบบกระดูกของมนุษย์ประกอบด้วยกระดูกทั้งหมดประมาณ 206 ชิ้นในผู้ใหญ่ เป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต เนื่องจากกระดูกทำหน้าที่มากกว่าการรองรับน้ำหนักเพียงอย่างเดียว มีความสำคัญหลัก ๆ ได้แก่
การเป็นโครงสร้างและช่วยในการรองรับน้ำหนัก : กระดูกทำหน้าที่เป็นเหมือนโครงเหล็กของร่างกาย ช่วยรองรับน้ำหนักของกล้ามเนื้อและอวัยวะ ทำให้ร่างกายสามารถยืน เดิน และเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ
การปกป้องอวัยวะภายในบางชนิด : กระดูกกะโหลกศีรษะ ซี่โครง และกระดูกสันหลัง ทำหน้าที่ปกป้องสมอง หัวใจ และปอด จากการบาดเจ็บภายนอก
การเก็บสะสมแร่ธาตุและสารอาหาร : กระดูกเป็นแหล่งเก็บแร่ธาตุสำคัญ เช่น แคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งร่างกายดึงมาใช้ในกระบวนการต่าง ๆ เช่น การแข็งตัวของเลือด และการทำงานของระบบประสาท
การผลิตเซลล์เม็ดเลือด : ไขกระดูกภายในกระดูกบางส่วนทำหน้าที่ผลิตเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ซึ่งเกี่ยวข้องกับการลำเลียงออกซิเจน สร้างภูมิคุ้มกัน และหยุดเลือด
การช่วยในการเคลื่อนไหว : ข้อต่อและกล้ามเนื้อที่ยึดติดกับกระดูกช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวได้หลากหลายรูปแบบ เช่น การเดิน วิ่ง และหยิบจับสิ่งของ
วิธีดูแลกระดูกในแต่ละช่วงวัย
กระดูกของเรามีการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงวัยอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่วัยเด็กที่กระดูกเติบโตอย่างรวดเร็วไปจนถึงวัยสูงอายุที่ความแข็งแรงของกระดูกค่อย ๆ ลดลง ดังนั้นการหาวิธีดูแลกระดูกในแต่ละช่วงวัยจึงมีแนวทางที่แตกต่างกันดังนี้
ช่วงวัย | สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย | วิธีดูแลกระดูก |
วัยรุ่น | เป็นช่วงที่กระดูกเติบโตเร็วที่สุด | การได้รับแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีนอย่างเพียงพอ พร้อมกับการออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น กระโดด วิ่ง หรือปีนป่าย จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูกและเพิ่มมวลกระดูกสะสม |
วันกลางคน | เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ ความหนาแน่นของกระดูกจะค่อย ๆ ลดลงอย่างช้า ๆ | การดูแลด้านโภชนาการและกิจกรรมทางกายภาพเป็นสิ่งจำเป็น หากไม่ได้รับสารอาหารเพียงพอในช่วงนี้ อาจทำให้มวลกระดูกต่ำกว่ามาตรฐาน ส่งผลต่อความแข็งแรงของกระดูกในอนาคต |
วัยสูงอายุ | กระดูกจะเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนที่มีการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว | การรักษาระดับแคลเซียมและวิตามินดี รวมถึงการออกกำลังกายประเภทลงน้ำหนัก เช่น เดินเร็ว วิ่ง หรือยกเวท จะช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูก |
อาหารและสารอาหารที่ช่วยบำรุงกระดูก
เรามาเจาะลึกวิธีดูแลกระดูกด้วยอาหารและสารอาหาร 5 ประเภทนี้ ได้แก่
แคลเซียม : แคลเซียมเป็นแร่ธาตุสำคัญที่เป็นส่วนประกอบหลักของกระดูก (มีอยู่ประมาณ 70%) โดยมีหน้าที่ในการสร้างและซ่อมแซมกระดูก จึงทำให้กระดูกของเราแข็งแรง อาหารอุดมไปด้วยแคลเซียมที่แนะนำ ได้แก่ นม, โยเกิร์ต, ชีส, เต้าหู้ และผักใบเขียวเข้ม เช่น คะน้า บร็อกโคลี
วิตามินดี : ช่วยเพิ่มการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ ป้องกันภาวะแคลเซียมพร่อง โดยมากจะพบในไข่แดง ตับ ปลาทะเลอย่างปลาแซลมอน ทูน่า แมคเคอเรล และควรได้รับแสงแดดเพื่อกระตุ้นการสร้างวิตามินดีในร่างกาย
โปรตีน : โปรตีนจำเป็นต่อการสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อรอบ ๆ แหล่งอาหารพบได้ในเนื้อสัตว์ ถั่ว และไข่
แมกนีเซียม : ช่วยในการสังเคราะห์กระดูกและรักษาสมดุลของแร่ธาตุในร่างกาย ส่วนใหญ่มักพบได้จากธัญพืชไม่ขัดสี ถั่ว ปลา และผักใบเขียว
ฟอสฟอรัส : จะทำงานร่วมกับแคลเซียม ช่วยเสริมสร้างโครงสร้างกระดูกและฟัน ซึ่งแหล่งอาหารที่พบคือ เนื้อสัตว์, ไข่, ปลา และผลิตภัณฑ์จากนม
วิตามินเค : วิตามินเค ช่วยกระตุ้นโปรตีนที่ช่วยจับแคลเซียมในกระดูก อย่างวิตามินเคพบในผักใบเขียว เช่น คะน้า ผักโขม ฯลฯ
คำแนะนำเกี่ยวกับการกินแคลเซียม
คำแนะนำเกี่ยวกับการกินแคลเซียมคือควรกินแคลเซียมให้เพียงพอในแต่ละวัน แบ่งรับประทานเป็นมื้อเล็กหลายครั้ง เพื่อช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีขึ้น นอกจากนี้สิ่งที่ต้องทำควบคู่ไปด้วยก็คือการได้รับวิตามินดีจากแสงแดดหรืออาหารเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึม นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติตามคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อป้องกันการได้รับเกินและเสี่ยงต่อโรคนิ่วในไต โดยแต่ละช่วงวัยควรกินแคลเซียมในปริมาณดังต่อไปนี้
เด็กอายุ 1-9 ปี : ควรได้รับแคลเซียมวันละ 600-800 มก.
วัยรุ่น 10-18 ปี : ควรได้รับ 1,000-1,300 มก.
ผู้ใหญ่ 19-50 ปี : ควรได้รับ 1,000 มก.
ผู้สูงอายุและสตรีวัยหมดประจำเดือน : ควรได้รับ 1,200-1,500 มก.
อ่านเพิ่มเติม : แคลเซียมกินตอนไหน กินยังไงให้ได้ผลดีที่สุด
สัญญาณเตือนและการตรวจสุขภาพกระดูก
หากมีสัญญาณเตือนอาการปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะบริเวณหลัง สะโพก หรือต้นขา อาจเป็นสัญญาณของกระดูกเสื่อมหรือมีความหนาแน่นลดลง กระดูกจึงหักง่ายแม้เกิดจากแรงกระแทกเล็กน้อยหรือหักซ้ำหลายครั้ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนว่ากระดูกอาจบางหรือเปราะ นอกจากนี้การที่มีความสูงลดลงเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีท่าทางหลังค่อม อาจเกิดจากกระดูกสันหลังยุบตัวเนื่องจากอาการกระดูกพรุน ควรตรวจสุขภาพกระดูกอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงข้อเข่าที่โป่งหรือผิดรูป อาจบ่งบอกถึงโรคกระดูกและข้อ เช่น อาการข้อเสื่อม
การตรวจสุขภาพกระดูก
การวัดความหนาแน่นของมวลกระดูก (Bone Mineral Density) ดำเนินการด้วยเครื่อง DEXA Scan ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานที่แม่นยำและปลอดภัย นอกจากนี้แพทย์อาจให้ตรวจเลือดเพื่อวัดระดับแคลเซียม วิตามินดี และประเมินการทำงานของต่อมพาราไทรอยด์ ในบางกรณีอาจต้องมีการตรวจภาพถ่ายรังสีเพิ่มเติมเพื่อประเมินสภาพกระดูก เช่น ตรวจหากระดูกหักหรือผิดรูป รวมถึงตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อค้นหาสาเหตุที่อาจทำให้กระดูกเสื่อมได้
แนะนำผู้ที่มีอาการหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงควรไปพบแพทย์ตรวจประเมินสุขภาพกระดูกและอายุกระดูก การตรวจสุขภาพเชิงป้องกันจะทำให้ไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนซึ่งเป็นแนวทางที่ดีที่สุดและนับเป็นอีกหนึ่งวิธีดูแลกระดูกที่สำคัญ
ดูแลกระดูกอย่างถูกวิธีเพื่อสุขภาพที่ดีในอนาคต
วิธีดูแลกระดูกมีความสำคัญต่อการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคน โดยเฉพาะการใส่ใจด้านโภชนาการอย่างเหมาะสม การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็จะช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุนและภาวะกระดูกเสื่อม ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นและลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุที่เกิดจากกระดูกเปราะ และทำให้กระดูกแข็งแรงพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระตั้งแต่วัยเด็กจนถึงผู้สูงอายุ
แหล่งอ้างอิง
กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. (2564). แนวทางการบริโภคอาหารเพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน.
ความรู้เรื่องโรคกระดูกพรุน. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.). (2563). อาหารเพื่อกระดูกที่แข็งแรงในแต่ละวัย.
National Institutes of Health (NIH) – Office of Dietary Supplements. (2021). Calcium Fact Sheet for Consumers.
World Health Organization (WHO). (2004). Prevention and management of osteoporosis report of a WHO scientific group. Geneva WHO.


อ่านรีวิวคอร์สเพิ่มความสูงของ “เมดิก้าเซ็นเตอร์” ได้ที่นี่
อยากสูง…ปรึกษาเราได้
เมดิก้า เซ็นเตอร์ (Medica Center) เพิ่มโอกาสสูง ปรับบุคลิกภาพให้ดูดีและสูงขึ้นเห็นผลทันทีในครั้งแรก!! ที่ใช้เทคนิคการเพิ่มความสูงด้วยวิธีการทางการแพทย์ ไม่ต้องเข้าผ่าตัด แต่เป็นการเพิ่มความสูงด้วยการทำกายภาพ เมดิก้าเซ็นเตอร์ใช้หลักการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลักใหญ่ในการกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูกอ่อน รวมถึงการปรับโครงสร้างของร่างกายเพื่อเพิ่มบุคลิกภาพให้สง่าและดูดี เพิ่มโอกาสสูงได้สูงสุดทันที 1-5 cm. ผลจริง ปลอดภัย ไม่เจ็บตัว ทุกขั้นตอนได้รับการดูแลและให้คำปรึกษาจากแพทย์และทีมงานผู้ชำนาญการประสบการณ์ด้านการปรับบุคลิกภาพเพิ่มโอกาสสูงมายาวนานมากกว่า 15 ปี สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย แม้ว่าจะอยู่ในช่วงอายุที่เลยวัยพัฒนาการทางร่างกายแล้ว แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง ความปรารถนาที่จะมีส่วนสูงในฝันนั้นอาจจะอยู่ใกล้กว่าที่คุณคาดคิด
ที่ตั้ง : 2358 ชั้น 4 ถ.สุขุมวิท แขวง บางจาก เขต พระโขนง กรุงเทพ
เนื้อหาอื่นๆที่น่าสนใจ
ดื่มนมวัวทุกวันแต่ลูกดูไม่โต ? รวมข้อสงสัยและความเข้าใจผิดที่พ่อแม่อาจไม่เคยรู้
อาหารแคลเซียมสูง พ่อแม่ต้องรู้ ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของเด็ก
พิลาทิสเพิ่มความสูงได้จริงไหม ? เจาะลึกการปรับสรีระเพื่อการพัฒนาด้านร่างกายลูกให้สมวัย
รวม 9 กีฬา เสริมพัฒนาด้านร่างกายอย่างเหมาะสม
วิธีเสริมโภชนาการเด็กตามช่วงวัย ให้ลูกเติบโตอย่างแข็งแรง
นอนเยอะเกินไปดีไหม ? มาดู 5 ข้อที่พ่อแม่มักเข้าใจผิดเกี่ยวกับการนอนลูก
กระดูกสันหลังคด vs หลังค่อม ต่างกันยังไง ? พร้อมแนวทางแก้หลังค่อมโดยไม่ต้องผ่าตัด
เช็กลิสต์พัฒนาการเด็กแต่ละช่วงวัย ต้องดูอะไรบ้าง ? พร้อม 3 สัญญาณเตือนที่พ่อแม่ต้องรู้
ปรึกษาทีมแพทย์ฟรี คลิกที่นี่