สรุปสั้น: ดีเอชเอ (DHA) ช่วยอะไรบ้าง กินตอนไหนดีที่สุด DHA คือกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนกลุ่มโอเมก้า 3 ที่เป็นองค์ประกอบหลักของเยื่อหุ้มเซลล์สมองและจอประสาทตา มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างสติปัญญา ทักษะการเรียนรู้ การมองเห็น ระบบภูมิคุ้มกัน และคุณภาพการนอนหลับของเด็ก ร่างกายสังเคราะห์เองได้น้อยมากจึงต้องได้รับจากปลาทะเล ไข่ไก่ หรืออาหารเสริม ปริมาณที่แนะนำแตกต่างกันตามช่วงวัย และควรกินพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันดีเพื่อการดูดซึมสูงสุด |
สมองของทารกแรกเกิดมีน้ำหนักเพียงประมาณ 350 กรัม แต่ภายในสามปีแรกของชีวิต จะเติบโตขึ้นเป็นเกือบสามเท่า และในช่วงเวลาแห่งการพัฒนาที่รวดเร็วที่สุดนี้เอง สารอาหารสำคัญอย่างกรดไขมันโอเมก้า 3 มีบทบาทอย่างยิ่งในการวางรากฐานโครงสร้างสมองและสายตา บทความนี้จะพาไปทำความเข้าใจว่า DHA คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร ได้จากแหล่งไหน เด็กควรได้รับเท่าไรต่อวัน และกินตอนไหนถึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการเสริมพัฒนาการ
ดีเชเอ (DHA) คืออะไร
ดีเอชเอ (DHA ย่อมาจาก Docosahexaenoic Acid) คือกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสายยาว (Long-Chain Polyunsaturated Fatty Acid หรือ LC-PUFA) ในกลุ่มโอเมก้า-3 มีโครงสร้างโมเลกุลที่มีพันธะคู่ถึง 6 ตำแหน่ง ทำให้มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถฝังตัวอยู่ในเยื่อหุ้มเซลล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ร่างกายมนุษย์สามารถสังเคราะห์ DHA ได้จากกรดอัลฟา-ไลโนเลนิก (ALA) ซึ่งเป็นโอเมก้า-3 ที่พบในพืช แต่กระบวนการแปลงนี้มีประสิทธิภาพต่ำมาก โดยเฉลี่ยแล้วร่างกายแปลง ALA เป็น DHA ได้เพียง 0.5–4% เท่านั้น ดังนั้นแหล่งที่มาโดยตรงจากอาหารจึงมีความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะสำหรับเด็กในช่วงพัฒนาการ
DHA สะสมอยู่มากที่สุดในสมอง จอประสาทตา และอสุจิ และมีบทบาทสำคัญในการรักษาความลื่นไหล (Fluidity) ของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเร็วและประสิทธิภาพในการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์สมอง
DHA ช่วยอะไรบ้าง
ดีเอชเอ (DHA) ช่วยพัฒนาสมอง ระบบประสาท และการมองเห็นของเด็กเป็นหลัก โดยทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเซลล์สมอง ช่วยเพิ่มความเร็วในการส่งสัญญาณประสาท ส่งเสริมความจำ สมาธิ และทักษะการเรียนรู้ พร้อมทั้งบำรุงเซลล์รับแสงในจอประสาทตาให้มองเห็นได้คมชัด นอกจากนี้ DHA ยังช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ปรับสมดุลระบบภูมิคุ้มกัน และส่งเสริมการนอนหลับลึก ซึ่งมีส่วนช่วยให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต (Growth Hormone) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ช่วยส่งเสริมพัฒนาการสมองและการเรียนรู้
DHA เป็นองค์ประกอบโครงสร้างหลักของเยื่อหุ้มเซลล์ประสาท (Neuronal Membrane) และมีส่วนสำคัญในกระบวนการ Synaptogenesis หรือการสร้างจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์สมอง ซึ่งเป็นรากฐานของความสามารถในการเรียนรู้และจดจำ
งานวิจัยหลายชิ้นพบว่าเด็กที่ได้รับ DHA เพียงพอในช่วงแรกของชีวิตมีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive Development) ที่ดีกว่า โดยเฉพาะในด้านความจำ ความสามารถในการแก้ปัญหา และทักษะทางภาษา การศึกษาจาก Harvard Medical School พบว่าระดับ DHA ในเลือดของเด็กมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับคะแนน IQ และทักษะการอ่านในวัยเรียน
นอกจากนี้ DHA ยังมีบทบาทในการควบคุมสารสื่อประสาท Dopamine และ Serotonin ซึ่งเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความสนใจ และพฤติกรรม การขาด DHA ในช่วงวัยเด็กอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาสมาธิสั้น (ADHD) และความผิดปกติทางพฤติกรรมบางชนิด
ช่วยพัฒนาการมองเห็นและจอประสาทตา
จอประสาทตา (Retina) ประกอบด้วย DHA ในสัดส่วนสูงมาก โดยเฉพาะในเซลล์รับแสงที่เรียกว่า Photoreceptor Cells DHA ช่วยให้เยื่อหุ้มเซลล์เหล่านี้มีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะตอบสนองต่อแสงได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
การศึกษาพบว่าทารกที่ได้รับ DHA เพียงพอมีความคมชัดในการมองเห็น (Visual Acuity) ดีกว่าทารกที่ขาด DHA โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิตที่จอประสาทตากำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ผลกระทบนี้มีความสำคัญมากเพราะการมองเห็นที่ดีเป็นรากฐานของพัฒนาการด้านอื่นๆ รวมถึงการเรียนรู้และการประสานงานของร่างกาย
มีบทบาทต่อการเจริญเติบโตของเด็กอย่างไร
นอกจากสมองและดวงตา DHA ยังมีบทบาทต่อการเจริญเติบโตโดยรวมของเด็กในหลายมิติ ได้แก่
- ด้านการเจริญเติบโตของร่างกาย DHA มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (Anti-inflammatory) ซึ่งช่วยสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อต่าง ๆ รวมถึงกล้ามเนื้อและกระดูก การอักเสบเรื้อรังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ขัดขวางการเจริญเติบโต การที่ร่างกายมี DHA เพียงพอจึงช่วยลดสภาวะนี้ได้
- ด้านระบบภูมิคุ้มกัน DHA ช่วยปรับการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกันให้สมดุล เด็กที่มีระบบภูมิคุ้มกันดีจะเจ็บป่วยน้อยกว่า ร่างกายจึงมีทรัพยากรเหลือสำหรับการเจริญเติบโตมากกว่า
- ด้านการนอนหลับ งานวิจัยพบว่าระดับ DHA ในร่างกายมีความสัมพันธ์กับคุณภาพการนอนหลับในเด็ก โดยเด็กที่มี DHA เพียงพอมักนอนหลับได้ลึกกว่าและต่อเนื่องกว่า ซึ่งส่งผลดีต่อการหลั่ง Growth Hormone ในช่วงกลางคืน
DHA ได้จากอะไรบ้าง
DHA พบได้มากที่สุดในอาหารจำพวกปลาทะเลที่มีไขมันสูง เช่น ปลาแซลมอน ปลาแมคเคอเรล ปลาซาร์ดีน และปลาทูน่า รวมถึงไข่ไก่สูตรเสริม DHA สำหรับแหล่งอาหารพืช DHA สามารถพบได้ในสาหร่ายทะเลธรรมชาติ ซึ่งเป็นแหล่งสังเคราะห์ DHA ดั้งเดิมที่นำมาใช้ทำอาหารเสริมสำหรับผู้ที่แพ้อาหารทะเล นอกจากนี้ยังมีในรูปแบบของนมเสริม DHA และน้ำมันปลาสำเร็จรูป
อาหาร | ปริมาณ DHA (ต่อ 100 กรัม) | หมายเหตุ |
ปลาแซลมอน | 1,200–2,400 มก. | แหล่ง DHA ที่ดีที่สุด |
ปลาแมคเคอเรล | 1,000–1,800 มก. | ราคาประหยัด หาได้ง่าย |
ปลาซาร์ดีน (กระป๋อง) | 700–1,000 มก. | เหมาะสำหรับเด็กเล็ก |
ปลาทูน่า (กระป๋อง) | 200–400 มก. | ระวังปรอทในทูน่าขนาดใหญ่ |
ไข่ไก่ที่เสริม DHA | 50–150 มก. ต่อฟอง | เหมาะกับเด็กที่ไม่ชอบปลา |
สาหร่ายทะเล | 100–400 มก. | แหล่ง DHA จากพืชที่ดีที่สุด |
น้ำมันปลา (Supplement) | 250–1,000 มก. ต่อแคปซูล | ขึ้นอยู่กับแบรนด์และความเข้มข้น |
อาหารที่มี DHA สูงคำแนะนำ ปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาซาร์ดีน ปลาแมคเคอเรล และปลาแอนโชวี มีปริมาณปรอทน้อยกว่าปลาขนาดใหญ่อย่างทูน่าและฉลาม จึงเหมาะสำหรับเด็กและหญิงตั้งครรภ์มากกว่า
นมเสริม DHA
นมที่เสริม DHA เป็นตัวเลือกที่นิยมสำหรับเด็กที่ไม่ชอบปลา แต่ควรตรวจสอบปริมาณ DHA ต่อหน่วยบริโภคให้ละเอียด เพราะผลิตภัณฑ์แต่ละยี่ห้อมีปริมาณแตกต่างกันมาก โดยนมเด็กส่วนใหญ่มี DHA ประมาณ 10–50 มก. ต่อ 100 มล. ซึ่งอาจไม่เพียงพอหากเป็นแหล่ง DHA เพียงแหล่งเดียว
สำหรับทารกที่กินนมแม่ ความเข้มข้นของ DHA ในน้ำนมแม่ขึ้นอยู่กับอาหารของแม่โดยตรง ารกินปลาสม่ำเสมอหรือเสริม DHA จะมี DHA ในน้ำนมสูงกว่า ซึ่งส่งผลดีต่อพัฒนาการของทารกโดยตรง
เด็กควรได้รับ DHA วันละเท่าไร
ปริมาณ DHA ที่เด็กควรได้รับต่อวันจะขึ้นอยู่กับช่วงอายุและน้ำหนักตัวเป็นหลัก ส่วนเด็กกลุ่มพิเศษ เช่น เด็กคลอดก่อนกำหนด เด็กที่ไม่รับประทานปลา หรือเด็กที่มีปัญหาด้านสมาธิและการเรียนรู้ อาจมีความต้องการ DHA สูงกว่าเกณฑ์ปกติภายใต้คำแนะนำของแพทย์
ตารางสรุปปริมาณ DHA ที่เด็กควรได้รับต่อวัน
ช่วงอายุ | ปริมาณ DHA ที่แนะนำต่อวัน |
0–6 เดือน | 100 มก. (ผ่านนมแม่) |
6–24 เดือน | 100–150 มก. |
2–4 ปี | 100–150 มก. |
4–6 ปี | 150–200 มก. |
6–10 ปี | 200–250 มก. |
10–18 ปี | 250–500 มก. |
หญิงตั้งครรภ์ / ให้นมบุตร | 200–300 มก. เพิ่มเติมจากปกติ |
เด็กกลุ่มไหนควรได้รับเป็นพิเศษ
- ทารกที่กินนมผสมแทนนมแม่: น้ำนมแม่มี DHA โดยธรรมชาติ แต่นมผสมบางสูตรอาจมีปริมาณ DHA ไม่เพียงพอ ควรเลือกสูตรที่ระบุปริมาณ DHA ชัดเจนและเพียงพอตามวัย
- เด็กที่ไม่ชอบกินปลา: เด็กที่แพ้อาหารทะเล ไม่ชอบปลา หรืออยู่ในครอบครัวมังสวิรัติ มีความเสี่ยงสูงที่จะขาด DHA และควรได้รับจาก DHA จากสาหร่ายทะเล (Algal DHA) ซึ่งเป็นแหล่งจากพืชที่ร่างกายดูดซึมได้ดี
- เด็กคลอดก่อนกำหนด: ทารกที่คลอดก่อนกำหนดไม่ได้รับ DHA จากแม่ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของการตั้งครรภ์ซึ่งเป็นช่วงที่สะสม DHA มากที่สุด จึงมีความต้องการเสริม DHA สูงกว่าทารกทั่วไป
- เด็กที่มีปัญหาสมาธิหรือพัฒนาการช้า: มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าการเสริม DHA ช่วยปรับปรุงอาการในเด็กที่มีภาวะ ADHD และพัฒนาการล่าช้าบางประเภท แต่ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
DHA กินตอนไหนดีที่สุด
เวลาที่ดีที่สุดในการกิน DHA คือกินพร้อมหรือทันทีหลังมื้ออาหารที่มีไขมัน เช่น มื้อเช้าหรือมื้อกลางวัน เพราะ DHA เป็นกรดไขมันที่ละลายในไขมัน ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ดีขึ้นกว่าตอนท้องว่างถึง 3–4 เท่า สำหรับเด็กวัยเรียน การกินพร้อมมื้อเช้าจะช่วยส่งเสริมการทำงานของสมองและสมาธิตลอดวัน ส่วนเด็กที่มีปัญหาเรื่องการนอนหลับ หากรับพร้อมมื้อเย็นจะช่วยสนับสนุนการนอนหลับได้ดีขึ้น
- พร้อมอาหารที่มีไขมัน คือเวลาที่ดีที่สุด
DHA เป็นกรดไขมันที่ละลายในไขมัน (Fat-Soluble) ไม่ละลายในน้ำ การกินพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันดี เช่น มื้อกลางวันหรือมื้อเย็น จะช่วยให้ร่างกายดูดซึม DHA ได้ดีกว่าตอนท้องว่างถึง 3–4 เท่า
- มื้อเช้าหรือมื้อกลางวันเหมาะสำหรับเด็กวัยเรียน
การให้ DHA ตอนเช้าหรือกลางวันทำให้ระดับ DHA ในเลือดสูงขึ้นในช่วงเวลาที่สมองต้องทำงานมากที่สุด ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อสมาธิและการเรียนรู้ในชั้นเรียน
- ก่อนนอนสำหรับเด็กที่มีปัญหาการนอนหลับ
มีงานวิจัยบ่งชี้ว่า DHA มีส่วนในการควบคุมการผลิต Melatonin ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการนอนหลับ การให้ DHA ก่อนนอนในเด็กที่มีปัญหาการนอนหลับอาจช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
- ควรกินให้สม่ำเสมอทุกวัน
ประสิทธิผลของ DHA ขึ้นอยู่กับการสะสมในระยะยาว ไม่ใช่แค่ครั้งเดียว การให้พร้อมมื้ออาหารเดิมทุกวันช่วยให้ไม่ลืมและร่างกายได้รับอย่างสม่ำเสมอ
DHA มีผลข้างเคียงหรือข้อควรระวังหรือไม่
โดยทั่วไป DHA มีความปลอดภัยสูงสำหรับเด็กเมื่อได้รับในปริมาณที่เหมาะสม แต่ก็มีข้อควรระวังในเด็กบางกลุ่ม ดังนี้
- เด็กที่แพ้อาหารทะเล: DHA จากน้ำมันปลาอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ในเด็กที่มีประวัติแพ้อาหารทะเล ควรเลือก DHA จากสาหร่าย (Algal DHA) ซึ่งเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
- เด็กที่ใช้ยาละลายลิ่มเลือด: DHA มีฤทธิ์ยับยั้งการแข็งตัวของเลือดเล็กน้อย ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเสริม DHA
- เด็กที่จะเข้ารับการผ่าตัด: ควรหยุดเสริม DHA อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออก
การได้รับ DHA มากเกินไปมีผลอย่างไร
แม้ DHA จะปลอดภัยในระดับที่แนะนำ แต่การได้รับในปริมาณสูงมากเกินไปอาจมีผลดังนี้
- ระบบทางเดินอาหาร เช่น คลื่นไส้ ท้องเสีย และมีกลิ่นปลาในลมหายใจหรือเรอ โดยเฉพาะเมื่อกินน้ำมันปลาในขนาดสูง
- เลือดออกง่ายขึ้น หากได้รับ DHA มากกว่า 3,000 มก./วัน ในระยะยาวอาจส่งผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- ระดับน้ำตาลในเลือด บางการศึกษาพบว่า DHA ขนาดสูงมากอาจมีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดในผู้ที่มีโรคเบาหวาน
EFSA (European Food Safety Authority) กำหนดระดับที่ปลอดภัยสำหรับการเสริม DHA ในเด็กอายุ 2–18 ปี ไว้ที่ไม่เกิน 250–3,000 มก./วัน ขึ้นอยู่กับช่วงอายุ ซึ่งห่างจากปริมาณที่เด็กทั่วไปได้รับจากอาหารและอาหารเสริมปกติอยู่มาก
ปรึกษาเมดิก้า เซ็นเตอร์ คลินิกเพิ่มความสูง เพื่อการเสริมพัฒนาการของเด็กอย่างเหมาะสม
DHA คือหนึ่งในรากฐานของพัฒนาการทางสมอง แต่การที่เด็กจะเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ทั้งสติปัญญา ร่างกาย และส่วนสูง ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของสารอาหารทุกชนิดและฮอร์โมนการเจริญเติบโต การขาดหรือเกินในส่วนใดส่วนหนึ่งย่อมส่งผลต่อพัฒนาการโดยรวม
เมดิก้า เซ็นเตอร์ คลินิกเพิ่มความสูง พร้อมให้การดูแลการเจริญเติบโตของเด็กอย่างครอบคลุม ทั้งพัฒนาการทางสมอง โภชนาการ และส่วนสูง โดยประเมินสรีระและสถานะโภชนาการจริงของเด็กเฉพาะบุคคล วางแผนการรับประทานอาหารและอาหารเสริมอย่างเหมาะสมตามช่วงวัย พร้อมติดตามพัฒนาการอย่างต่อเนื่องโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อให้ลูกรักได้รับการดูแลอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพในระยะยาว
แหล่งอ้างอิง
- Pediatric Oncall — Patient Education DHA in Children: Benefits for Brain and Retina
- PMC — Nutrients (2013)The Relationship of Docosahexaenoic Acid (DHA) with Learning and Behavior in Healthy Children: A Review
- 4U Pharma — Babytol DHA Reference (EFSA) DHA and Normal Visual Development — EFSA Scientific Opinion
- NutraIngredients — DIAMOND Study
- EFSA — European Food Safety Authority EFSA Issues Omega-3 DHA Levels and Wording Advice
- Omegor.com — EFSA Scientific Opinion Summary DHA Helps the Brain Develop, EFSA Confirms
- Dr Oracle — Evidence-Based Dosing Guide (2025) What is the Recommended Omega-3 Dosage for a Healthy Child
- NCBI Bookshelf — DARE Review
- ClinicalTrials.gov — NCT00351624


อ่านรีวิวคอร์สเพิ่มความสูงของ “เมดิก้าเซ็นเตอร์” ได้ที่นี่
อยากสูง…ปรึกษาเราได้
เมดิก้า เซ็นเตอร์ (Medica Center) เพิ่มโอกาสสูง ปรับบุคลิกภาพให้ดูดีและสูงขึ้นเห็นผลทันทีในครั้งแรก!! ที่ใช้เทคนิคการเพิ่มความสูงด้วยวิธีการทางการแพทย์ ไม่ต้องเข้าผ่าตัด แต่เป็นการเพิ่มความสูงด้วยการทำกายภาพ เมดิก้าเซ็นเตอร์ใช้หลักการแพทย์แผนปัจจุบันเป็นหลักใหญ่ในการกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูกอ่อน รวมถึงการปรับโครงสร้างของร่างกายเพื่อเพิ่มบุคลิกภาพให้สง่าและดูดี เพิ่มโอกาสสูงได้สูงสุดทันที 1-5 cm. ผลจริง ปลอดภัย ไม่เจ็บตัว ทุกขั้นตอนได้รับการดูแลและให้คำปรึกษาจากแพทย์และทีมงานผู้ชำนาญการประสบการณ์ด้านการปรับบุคลิกภาพเพิ่มโอกาสสูงมายาวนานมากกว่า 15 ปี สามารถทำได้ทุกเพศทุกวัย แม้ว่าจะอยู่ในช่วงอายุที่เลยวัยพัฒนาการทางร่างกายแล้ว แต่อย่าเพิ่งหมดหวัง ความปรารถนาที่จะมีส่วนสูงในฝันนั้นอาจจะอยู่ใกล้กว่าที่คุณคาดคิด
ที่ตั้ง : 2358 ชั้น 4 ถ.สุขุมวิท แขวง บางจาก เขต พระโขนง กรุงเทพ
เนื้อหาอื่นๆที่น่าสนใจ
L-Ornithine คืออะไร ช่วยอะไรบ้าง ส่งผลต่อความสูงเด็กอย่างไร ?
ดีเอชเอ (DHA) คืออะไร ช่วยอะไรบ้าง และกินตอนไหนดีที่สุด เพื่อเสริมพัฒนาการของเด็ก
กระดูกงอก คืออะไร เกิดจากการกินแคลเซียมมากไปจริงไหม ?
ไขข้อข้องใจ เด็กกินไก่ทุกวันเป็นอะไรไหม ? โตเกินวัยเพราะไก่ฉีดฮอร์โมนจริงหรือ
แคลเซียม (Calcium) คืออะไร? ประโยชน์ ปริมาณที่ควรได้รับ และความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็ก
อยากสูงต้องทำอย่างไร? แนะนำวิธีเพิ่มความสูงเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ทั้งผู้ชายและผู้หญิง
เทคนิคเลือกแหล่งโปรตีนสำหรับเด็ก ช่วยให้ลูกเติบโตสมวัยแข็งแรง
อายุกระดูกน้อยกว่าอายุจริง หมายความว่าอะไร ส่งผลต่อการเจริญเติบโตอย่างไร
ปรึกษาทีมแพทย์ฟรี คลิกที่นี่